อริยทรัพย์

อริยทรัพย์นั้นมีอยู่ ๗ ประการคือ

๑. ทรัพย์ คือ ศรัทธา

๒. ทรัพย์ คือ ศีล

๓. ทรัพย์ คือ หิริ

๔. ทรัพย์ คือ โอตตัปปะ

๕. ทรัพย์ คือ สุตะ

๖. ทรัพย์ คือ จาคะ

๗. ทรัพย์ คือ ปัญญา

๑. คำว่า ศรัทธา แปลว่า ความเชื่อ มีอยู่หลายอย่างหลายประการ แต่ในที่นี้จะนำมาบรรยายเพียง ๒ ประการคือ

๑) ปกติศรัทธา เชื่อตามปกติของสามัญชน คือเชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำบาปได้บาป ทำบุญได้บุญ เชื่อต่อคุณของพระรัตนตรัย ดังประชาชนชาวไทยของเราพากันเชื่ออยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี้ ปกติศรัทธานี้ อาจเปลี่ยนแปลงได้ เช่นมีผู้มาว่า ศาสนานั้นดีอย่างนั้นอย่างนี้ ลัทธิโน้นดีอย่างนั้น ลัทธินี้ดีอย่างนี้ เราอาจจะเลิกละจากศาสนาพุทธ ไปถือศาสนาอื่น หรือลัทธิอื่นก็ได้ เพราะยังเป็นปกติศรัทธา ศรัทธาธรรมดาอยู่ อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ ดังที่พวกเราเห็นอยู่ทุกวันนี้แหละ บางทีเรานับถือศาสนาพุทธอยู่ดีๆ พอเขามา โฆษณาเขามาว่าอย่างนั้นอย่างนี้ เราก็ไปถือศาสนานั้นหรือลัทธินั้น

๒) ภาวนาศรัทธา ได้แก่ ความเชื่อของบุคคลที่ได้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน เห็นรูปนาม เห็นพระไตรลักษณ์ ได้บรรลุมรรคผลนิพพานแล้ว เชื่ออย่างหนักแน่นมั่นคง ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนไม่หวั่นไหว เรียกว่า อจลศรัทธา หมายเอาความเชื่ออันเกิดจากภาวนาซึ่งตนได้ลงมือประพฤติปฏิบัติ พิสูจน์เห็นแจ้งประจักษ์มาแล้ว ดังหลักฐานปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ หน้า ๕ ว่า

อิธ ภิกฺขเว อริยสาวโก สทฺโธ โหติ สทฺทหติ ตถาคตสฺส โพธึ อิติปิโส ภควา… พุทฺโธ ภควาติ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว สทฺธาธนํ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระอริยสาวกในพระศาสนานี้ เป็นผู้มีศรัทธาเชื่อต่อปัญญาเครื่องตรัสรู้ของพระตถาคตเจ้าว่าเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว รู้แจ้งโลก เป็นสารถีผู้ฝึกบุคคลอย่างยอดเยี่ยม เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน เป็นผู้มีโชค ดังนี้

ความเชื่อดังที่กล่าวมานี้ เรียกว่า สทฺธาธนํ ทรัพย์คือ ศรัทธา

๒. คำว่า ศีล แปลว่า ความรักษากายวาจาให้เรียบร้อย ได้แก่ ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ในที่นี้จะได้นำเรื่องศีลมาบรรยายเพียง ๒ ประการ

๑) ปกติศีล ได้แก่ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีลอุโบสถ ศีล ๒๒๗ ที่บุคคลรักษากันอยู่ทุกวันนี้ เป็นศีลขั้นสามัญ ศีลสังคม

๒) ภาวนาศีล ได้แก่ศีล ๕ ศีล ๘ ศีลอุโบสถ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ของผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน เป็นศีลในองค์มรรค เกิดแก่ผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ผ่านญาณที่ ๔ คือ อุทยัพพยญาณ ไปจนถึงมรรคญาณ ผลญาณ ปัจจเวกขณญาณ เรียกว่าภาวนาศีล เป็นศีลที่เกิดขึ้นจากการเจริญวิปัสสนาภาวนา ที่ว่า สีลธนํ ทรัพย์คือศีลในที่นี้หมายเอาภาวนาศีลอย่างนี้

๓) คำว่า หิริ แปลว่า ความละอายต่อบาป ต่อทุจริต ทางกาย ทางวาจา และทางใจ

๔. คำว่า โอตตัปปะ แปลว่า ความสะดุ้งกลัวต่อบาป ทุจริตทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจหิริกับโอตตัปปะนี้ จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยเหตุ ๒ ประการ คือ

๑) เหตุภายนอก มีอยู่ ๔ อย่าง คือ

(๑) กลัวต่อการถูกติเตียนตนด้วยตนเอง

(๒) กลัวต่อการถูกติเตียนจากผู้อื่น

(๓) กลัวต่อราชทัณฑ์ คือกฎหมายบ้านเมือง

(๔) กลัวต่อภัยในอบายภูมิ

๒) เหตุภายใน มีอยู่ ๘ ประการคือ

(๑) กุละ มีความละอายบาปกลัวบาป โดยคำนึงถึงตระกูลของตน

(๒) วยะ มีความละอายบาปกลัวบาป โดยคำนึงถึงวัยของตน

(๓) พาหุสัจจะ มีความละอายบาปกลัวบาป โดยคำนึงถึงการศึกษาของตน

(๔) ชาติมหัตตะ มีความละอายบาปกลัวบาป โดยคำนึงถึงชาติอันประเสริฐของตน

(๕) สัตถุมหัตตะ มีความละอายบาปกลัวบาป โดยคำนึงถึงพระพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์ บิดามารดา

(๖) ทายัชชมหัตตะ มีความละอายบาปกลัวบาป โดยคำนึงถึงมรดก ว่าเราทั้งหลายนี้ จะต้องได้รับมรดกธรรมจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และจากครูบาอาจารย์ จะต้องได้รับมรดกจากพ่อแม่ ตนเองผู้รับมรดกนั้น จะต้องรักษามรดกนั้นไว้ให้ดีตลอดไป เมื่อคิดขึ้นมาได้อย่างนี้ ก็มีความละอายบาปกลัวบาปขึ้นมา

(๗) สพรหมจารีมหัตตะ มีความละอายบาปกลัวบาป โดยคำนึงถึงเพื่อนฝูงที่ดี ซึ่งเคยพบเห็นกันมา

(๘) สุรภาวะ มีความละอายบาปกลัวบาป โดยคำนึงถึงความกล้าหาญ และความสงบเสงี่ยมเจียมตนของตน

เมื่อบุคคลระลึกถึงเหตุภายนอกภายในเหล่านี้แล้ว จะเกิดความละอายต่อบาป กลัวต่อผลของบาป ไม่กล้าทำชั่วทางไตรทวาร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ย่อมจะได้รับความสุขกายสบายใจทั้งในภพนี้และภพหน้า

หิริและโอตตัปปะทั้ง ๒ นี้ ที่จัดเป็นอริยทรัพย์นั้น หมายเอาเฉพาะหิริโอตตัปปะ ที่เกิดขึ้นแก่ท่านผู้เจริญวิปัสสนาผ่านญาณ ๑๖ ไปดีแล้ว ย่อมงดเว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจจฉาจาร มุสาวาท และเว้นจากดื่มสุราเมรัยเป็นต้น

๕. คำว่า สุตะ แปลว่า การสดับตรับฟังพระสัทธรรมเทศนา เพื่อให้เกิดความรู้หรือเกิดปัญญา เกิดพหุสูต

พหุสูตนั้น มีอยู่ ๓ ประการคือ

๑) ปริยัติพหุสูต เป็นผู้ศึกษาเล่าเรียนมาก ได้สดับตรับฟังมามาก

๒) ปฏิปัตติพหุสุต เป็นพหูสูต เพราะลงมือปฏิบัติธรรมมามาก ย่อมฉลาด ย่อมสามารถ ย่อมเข้าใจในการปฏิบัติธรรมในการแก้อารมณ์ของตนและคนอื่น เช่น เวลาเกิดนิมิต มีซากศพ เป็นต้น เกิดขึ้นมา จะต้องกำหนดให้นิมิตนั้นหายไปถ้าเรากำหนด ๓-๔ ครั้งไม่หาย ให้เข้าใจเถิดว่า สติ สมาธิ ปัญญา ของเรายังหย่อน ต้องลุกไปเดินจงกรมเพิ่มสัก ๕ นาที ๑๐ นาที หรือ ๒๐ นาที ๓๐ นาที จึงมานั่งสมาธิต่อไป สติ สมาธิ ปัญญา และญาณจะได้ดีขึ้น เป็นต้น

๓) ปฏิเวธพหุสุต เป็นพหุสูต เพราะรู้แจ้งแทงตลอดสภาวธรรมนั้นๆ ตามขั้นแห่งการปฏิบัติของตน เช่นรู้แจ้งปัจจุบันธรรม รู้แจ้งรูปนาม รู้แจ้งพระไตรลักษณ์ รู้แจ้งมรรคผล พระนิพพาน หรือรู้แจ้งแทงตลอดวิสุทธิ ๗ รู้แจ้งแทงตลอดญาณ ๑๖ สุตะ ที่จัดเป็นอริยทรัพย์ในที่นี้ หมายเอาปฏิเวธพหุสูตนี้

๖. คำว่า จาคะ แปลว่า การบริจาค แบ่งเป็น ๓ คือ

๑) บริจาคตามปกติ เช่น บริจาคไทยธรรมต่างๆ มีบริจาคผ้าทอดกฐิน ทอดผ้าป่า บริจาคปัจจัยถวายทาน เป็นต้น

๒) บริจาคอย่างกลาง เรียกว่า ปริจาคโวสสัคคะ คือ ผู้นั้นมาเจริญวิปัสสนา ละกิเลสเพียง ตทังคปหาน คือละได้ชั่วครู่ชั่วขณะบ้าง ละด้วยอำนาจของวิขัมภนปหานบ้าง คือข่มกิเลสทั้งหลายทั้งปวงได้ด้วยกำลังของฌาน ในขณะที่กำลังของฌานมีอยู่ กิเลสทั้งหลายทั้งปวงนั้น เกิดขึ้นไม่ได้ ดุจเอาหินทับหญ้าไว้ ฉะนั้น

๓) บริจาคอย่างสูง เรียกว่า ปักขันทนโวสสัคคะ คือ การสละกิเลส โดยเป็นสมุจเฉทปหาน แล่นไปสู่พระนิพพาน มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ท่านหมายเอามรรคญาณ

รวมความว่าบริจาคนั้นมี ๓ อย่าง คือบริจาคทานตามปกติ เช่นบริจาคปัจจัย ๔ มีจีวร บิณฑบาต เป็นต้น อย่างหนึ่ง บริจาคโดยการละกิเลส ด้วยการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ชั่วครู่ชั่วคราว แต่ยังไม่ได้บรรลุมรรคผลนิพพานอย่างหนึ่ง และการละกิเลสโดยเด็ดขาดด้วยการเจริญวิปัสสนากรรมฐานจนได้บรรลุมรรคผลนิพาน นั้นอย่างหนึ่ง

ย่อให้สั้นจำได้ง่าย ก็ได้แก่การบริจาคของภายนอก มีจตุปัจจัยไทยธรรมเป็นต้น ๑ บริจาคภายใน กล่าวคือการละความโลภ ความโกรธ ความหลงเป็นต้น ๑

จาคะที่จัดเป็นอริยทรัพย์ในที่นี้ ได้แก่การละกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานเท่านั้น

๗. คำว่า ปัญญา แปลว่า ความรอบรู้ แบ่งเป็น ๔ คือ

๑) สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการสดับตรับฟัง เกิดจากการศึกษาเล่าเรียนใครเรียนมากก็รู้มาก ใครเรียนน้อยก็รู้น้อยเช่น เรียนนักธรรมชั้นตรี นักธรรมชั้นโท นักธรรมชั้นเอก หรือ เปรียญ ๓ เปรียญ ๔ เปรียญ ๕ เป็นต้น เราก็ได้ความรู้ขั้นนั้น ถ้าใครเรียนได้มาก ผู้นั้นก็ได้ความรู้มาก ทางโลกก็เหมือนกัน เราเรียนน้อยก็ได้ความรู้น้อย เรียนมากก็ได้ความรู้มาก จนสำเร็จถึงขั้นปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก

๒) ววัตถปัญญา ได้แก่ ปัญญาของบุคคล ที่ได้เริ่มลงมือเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เริ่มกำหนดรูปนามเป็นอารมณ์

๓) สัมมสนปัญญา ได้แก่ ปัญญาของผู้ที่ลงมือเจริญวิปัสสนากรรมฐานกำหนดรูปนาม รู้รูปนาม รู้เหตุปัจจัยของรูปนาม รู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รู้ความเกิดและความดับของรูปนาม รู้เฉพาะความดับไปของรูปนาม เห็นรูปนามเป็นของน่ากลัว เห็นทุกข์เห็นโทษของรูปนาม เกิดความเบื่อหน่ายในรูปนาม อยากออกอยากหนี อยากหลุดพ้นไปจากรูปนาม มีความเพียรเข้มแข็ง มีใจเฉยๆ เตรียมตัวเข้าสู่มรรคผล พระนิพพาน โดยอาการ ๓ อย่าง คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างใดอย่างหนึ่ง หน่วงเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์ ญาณที่ ๑ จนถึงญาณที่ ๑๓ คือโคตรภูญาณนั่นเอง เรียกว่า สัมมสนปัญญา

๔) อภิสมยปัญญา ได้แก่ ปัญญาที่รู้แจ้งแทงตลอดซึ่ง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ได้แก่ญาณที่ ๑๔ คือมรรคญาณนั่นเอง ญาณนี้เป็นโลกุตตระ มีพระนิพพานเป็นอารมณ์

ปัญญาที่จัดเป็นอริยทรัพย์ในที่นี้ ได้แก่ ปัญญาข้อที่ ๔ คือ อภิสมยปัญญาเท่านั้น

ปัญญาทางโลกจะเกิดขึ้นได้ ก็เพราะอาศัยบุคคลศึกษาเล่าเรียนค้นคว้า ถ้าคนฉลาดสามารถมีปัญญาดีแล้ว ย่อมหาเงินได้ง่ายๆ คือ หาเอาจากมนุษย์ก็ได้ เช่น ทำหวีหวีผมมาขายบ้าง ทำสบู่ฟอกตัวบ้าง ทำแปรงสีฟันบ้าง ทำยาสีฟันบ้าง ทำนำ้มันทาผมบ้าง ทำเครื่องวิทยุโทรทัศน์ โทรภาพบ้าง เป็นต้น ในทางโลกถ้าคนฉลาดสามารถมีปัญญาดี ก็หาเอาเงินทองได้จากภายในตัวเรานี้เอง ข้อนี้ฉันใด ในทางธรรมก็เหมือนกันฉันนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงค้นคว้า หาเอามรรคผลนิพพานจากร่างกายอันยาววาหนาคืบนี้ ดังบาลีรับสมอ้างที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฏกเล่มที่ ๒๑ หน้าที่ ๖๔ บรรทัดที่ ๑๐ ว่า

อิมสฺมึเยว พฺยามมตฺเต กเฬวเร สสญฺญมฺหิ สมนเก โลกญฺจ ปญฺญาเปมิ โลกสมุทยญฺจ

โลกนิโรธญฺจ โลกนิโรธคามินิญฺจ ปฏิปทนฺติฯ

แปลว่า ในอัตภาพอันยาววาหนาคืบ อันเป็นกเฬวรากซากศพ ซึ่งเป็นไปกับด้วยเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนี้ เราย่อมประกาศให้ทราบว่า อริยสัจธรรมทั้ง ๔ คือ ๑. โลกัญจะ โลกคือทุกข์ ๒. โลกสมุทยัญจะ เหตุเกิดของโลก คือ สมุทัย ๓. โลกนิโรธัญจะ ความดับของโลก คือนิโรธ ได้แก่พระนิพพาน ๔. โลกนิโรธคามินิญจะปฏิปทัง ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับโลก ได้แก่มรรค ดังนี้

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นหลักของอริยทรัพย์ทั้ง ๗ ประการ พอจะกล่าวได้ใจความว่า ในทางโลกนั้น คนฉลาดย่อมหาเอาทรัพย์สมบัติจากร่างกายของเรานี้เอง เราลองไปดูตามร้านขายของทุกประเภท จะเป็นเครื่องอะไรก็ตาม ถ้านึกมาใส่ตัวเราแล้ว เขาขายเพื่อให้เรานี้มาปรนเปรอร่างกายอันยาววาหนาคืบของเรานี้ ขายเครื่องดื่มก็ดี ขายผ้าผ่อนแพรพรรณก็ดี ขายเครื่องเพชรเครื่องทองก็ดี ขายกะปิน้ำปลา ขายเกลืออะไรต่างๆ ก็ขายเพื่อให้เราได้บำรุงบำเรอร่างกายอันยาววาหนาคืบนี้ เพราะเหตุนั้นคนที่มีปัญญา มีความฉลาด เขาสามารถหาเอาเงินจากร่างกายอันยาววาหนาคืบนี้ ไม่จำเป็นต้องไปหาที่ประเทศนอก ประเทศอื่น ข้อนี้ฉันใด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าสาวกอรหันต์ เหล่าอริยบุคคลทั้งหลายทั้งปวง ที่ท่านได้บรรลุมรรคผล พระนิพพานนั้น ท่านก็หาเอาจากอัตภาพอันยาววาหนาคืบนี้ฉันนั้น หรือผู้ที่ได้มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ พรหมสมบัติก็ดี ได้วิชชา ปฏิสัมภิทา อภิญญาก็ดี สมบัติและคุณวิเศษเหล่านี้ เมื่อจะเกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นจากร่างกายอันยาววาหนาคืบนี้ ร่ายกายอันยาววาหนาคืบนี้

เป็นก้อนสัจธรรม ธรรมะทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์คาถา ก็รวมอยู่ที่นี้

เหตุนั้นท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เวลาประพฤติปฏิบัติ เราอย่าไปเหม่อมองหรือใฝ่ฝัน หรือนึกถึงแต่เรื่องนอกตัวของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างขอให้ระลึกถึงตัวของเราเป็นหลักไว้ว่า ธรรมะอยู่ที่นี้ เราบรรลุสมาธิ สมาบัติ มรรคผล พระนิพพานอะไรนั้น ก็อยู่ที่ร่างกายอันยาววาหนาคืบของเรานี้ ครูบาอาจารย์ท่านจึงได้สอนว่า ให้มีสติสัมปชัญญะดูร่างกายอันยาววาหนาคืบนี้ ผลสุดท้ายก็จะได้มาซึ่งสมาธิ สมาบัติมรรคผล พระนิพพานเอง

อริยทรัพย์ทั้ง ๗ ประการนี้ มีแก่บุคคลใด เป็นหญิงก็ตาม เป็นชายก็ตาม ย่อมเป็นผู้มีความเชื่อมีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยหนักแน่นมั่นคงไม่หวั่นไหวเลย มีความเชื่ออยู่ตลอดไป จนกว่าจะถึงนิพพาน ดังมีเรื่องสาธกเป็นตัวอย่าง

ในครั้งพุทธกาล มีบุรุษคนหนึ่งเป็นโรคเรื้อน ชื่อว่านายสุปปพุทธกุฏฐิ วันหนึ่งไปฟังเทศน์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่งอยู่ที่ไกลๆ โน้น ไม่กล้าเขามาใกล้ เกรงคนอื่นจะรังเกียจ เมื่อฟังไปๆ ก็ส่งจิตส่งใจไปตามกระแสพระธรรมเทศนาที่พระองค์ทรงแสดงส่งจิตตามไปพิจารณาตามไปๆ ผลสุดท้ายได้บรรลุเป็นพระโสดาบันเมื่อบรรลุพระโสดาบันแล้ว ก็คิดอยากจะเข้าไปกราบทูลคุณสมบัติที่ได้นั้น ในสำนักขององค์สมเด็จพระบรมศาสดา

ขณะนั้น ท้าวสักกะทรงทราบแล้ว จึงปรากฏกายให้เขาเห็นแล้วพูดว่า ดูก่อนสุปปพุทธกุฏฐิ เธอเป็นมนุษย์ขัดสน เป็นมนุษย์ยากไร้ ถ้าเธอกล่าวว่า พระพุทธไม่ใช่พระพุทธ พระธรรมไม่ใช่พระธรรม พระสงฆ์ไม่ใช่พระสงฆ์ อย่าเลยพระพุทธเจ้าไม่ใช่ของเรา พระธรรมไม่ใช่ของเรา พระสงฆ์ไม่ใช่ของเรา เพียงเท่านี้ ฉันจะให้เงิน ฉันจะให้ทรัพย์สมบัติมากมายหาที่สุดมิได้ จนๆ อย่างเธอนี้ว่าซิ เธอจะเอาเท่าไร ฉันจะให้

เมื่อสุปปพุทธกุฏฐิได้ยินคำนั้น จึงถามว่า ท่านนี้เป็นใคร มาจากไหน

ฉันเป็นเทวดา เป็นพระอินทร์ มาจากเทวโลก

เมื่อท้าวสักกะกล่าวดังนั้น สุปปพุทธกุฏฐิจึงกล่าวขึ้นว่า อปฺเปหิ เทวเต ไปๆๆ เทวดาอันธพาล เทวดาขี้ชั่ว อย่ามาพูดกับข้าพเจ้าว่าเป็นคนจน ข้าพเจ้าไม่จน ส่วนท่านนั้นแหละเป็นคนจน

พระอินทร์หายวับ ไปกราบทูลองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้าข้า วิสัยของคนถึงธรรมนี้ แม้จะจนแสนจน เราจะให้เงินให้ทองสักเท่าใดๆ ก็ไม่เอา เพียงแต่ให้พูดว่า พระพุทธเจ้าไม่ใช่พระพุทธ พระธรรมไม่ใช่พระธรรม พระสงฆ์ไม่ใช่พระสงฆ์ อย่าเลยพระพุทธเจ้าไม่ใช่ของเรา พระธรรมไม่ใช่ของเรา พระสงฆ์ไม่ใช่ของเราเพียงแค่นี้ก็ไม่เอา วิสัยของคนถึงธรรมนี้ มีความเชื่อมั่นในพระรัตนตรัยจริงๆ ไม่หวั่นไหว แม้ตนจะจนแสนจน ก็ไม่ยอมละพระรัตนตรัยพระพุทธเจ้าข้า

องค์สมเด็จพระบรมศาสดา ทรงทราบเช่นนั้นจึงตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร ลูกของอาตมาภาพไม่จน เป็นคนร่ำรวยที่สุด คือร่ำรวยทรัพย์ภายใน ถึงจนก็จนแต่ทรัพย์ภายนอกเท่านั้น ส่วนทรัพย์ภายในไม่จน มีบริบูรณ์พร้อมมูลแล้วทุกอย่าง แล้วพระองค์จึงทรงยกอริยทรัพย์ที่ ๗ ประการ มาตรัสเทศนาว่า

สทฺธาธนํ สีลธนํ หิรี โอตฺตปฺปิยํ ธนํ

สุตธนญฺจ จาโค จ ปญฺญา เว สตฺตมํ ธนํ

อริยทรัพย์ ๗ ประการ ทรัพย์คือศรัทธา ทรัพย์คือศีล ทรัพย์คือหิริ ทรัพย์คือโอตตัปปะ ทรัพย์คือสุตะ ทรัพย์คือจาคะ ทรัพย์คือปัญญา

ยสฺส เอตา ธนา อตฺถิ อิตฺถิยา ปุริสสฺส วา

อริยทรัพย์ ๗ ประการนี้ มีแก่บุคคลใด เป็นหญิงก็ตามชายก็ตาม

อทลิทฺโทติ ตํ อาหุ อโมฆํ ตสฺส ชีวิตํ

ชีวิตของบุคคลนั้น ไม่เปล่าจากประโยชน์เลย นักปราชญ์กล่าวบุคคลนั้นว่าไม่จน เป็นคนร่ำรวยที่สุด

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s