วัดที่ใจ

ในแต่ละช่วงชีวิตของคนเรา ตั้งแต่แรกเกิดจากท้องแม่ ก็ต้องเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นอาการหิว ไม่สบายตัว ไม่สบายใจ ล้วนแล้วแต่ต้องเผชิญกันอยู่เสมอ
                        เด็กทารกคงทำได้อย่างเดียวในตอนไม่สบายกายไม่สบายใจก็คือแหกปากร้องไห้แงๆ หลายๆคนร้องดัง แสดงว่าปอดทำงานดี สามารถร้องได้ดังและนาน เหมือนนักร้องที่ร้องเพลงได้นานหลายๆเพลง จนคนดูบางคนเหนื่อยแทน
                         การเรียนรู้เป็นสิ่งจำเป็นของทุกชีวิต และไม่สามารถจะกำหนดวัดได้ว่าจะต้องเรียนรู้มากน้อยแค่ไหน ถี่ห่างกันอย่างไร บางคนเรียนรู้ไปครั้งแล้วครั้งเล่าก็จำไม่ได้จนมีสำนวนว่า”ไม่รู้จักจำ”
                         แต่การเรียนรู้ที่ถูกต้องจริงๆน่าจะมาจากใจมิใช่มาจาการจำเพราะการจำ แม้จะแม่นยำแค่ไหน  สักวันคงต้องลืม แต่หากมันฝังลึกในใจแล้ว ก็ยากจะลืม
                        ถ้าหากเราลองพิจารณาย้อนหลังตั้งแต่วัยเด็ก เราจะเห็นว่าการเรียนรู้เกิดจากการสอนของคนรอบข้าง ที่ดำเนินชีวิตไปตามวัฒนธรรมและประเพณีที่สืบสานกันมา ตั้งแต่อาหาร รสชาติ ความเชื่อ การทำตามแบบกันมา
                        แม้กระทั่งการทำตามกันมาแบบผิดๆที่เรียกว่าสีลัพพตตปรามาส แม้กระทั่งการถือเจ้าถือผี และอีกส่วนหนึ่งที่มาจากคำที่เรียกว่าสัญชาตญาณ ตั้งแต่การเอาตัวรอด การหาอาหาร การสืบพันธ์ การยึดถือตัวตน
                         และถ้าเราพิจารณาในแง่พื้นฐานแล้ว คนทุกคนมีชีวิตที่เสมอกัน ไม่แตกต่างไปจากกันเลยในการเรียนรู้ตั้งแต่วัยแรกเกิด อนุบาล เด็ก วัยรุ่น หนุ่มสาว หรือแม้ทั่งช่วงเวลาสูงวัย ที่บ่งชี้ชัดว่ าแทบจะไม่แตกต่างกันเลยในยามที่สภาพร่างกายหวนคืนสู่ธรรมชาติทีละเล็กทีละน้อย 
                        แม้กระทั่งการศึกษาภาคบังคับหรือไม่บังคับ เพื่อให้มีความรู้ที่จะได้ประกอบอาชีพต่อไปในการดำเนินชีวิตให้อยู่เป็นสุขที่เรียกกันสั้นว่าหากินก้ไม่ต่างกัน
                        แต่การเรียนรู้ส่วนใหญ่แทบทั้งหมด ไม่ได้สอนให้เราเข้าใจในทุกข์ทั้งปวง ที่เรียกกันอีกความหมายหนึ่งว่าธรรมะ แม้กระทั่งบางคนทุกข์ยังไม่รู้ว่าทุกข์ มัวเพลินหรือเอร็ดอร่อยกับความเคยชิน ร้อนรุ่มกลุ้มใจ เพราะขาดการศึกษาในเรื่องของทุกข์ ไม่อยู่ในการศึกษาภาคบังคับแบบจริงจัง และผู้คนก็ไม่ได้สนใจมันอย่างจริงจัง
                        อย่างมากก็สนใจแต่เพียงทุกข์ทางกาย ที่เกิดจากเกิด แก่ เจ็บ ตายและโศกเศร้า พร่ำเพ้อรำพัน 
                       แต่ไมค่อยได้สนใจทุกข์ทางใจสักเท่าไร ว่าทำไมถึงเกิด จนแม้กระทั่งทุกข์อยู่ก็ไม่รู้ จนถึงจุดหนึ่งหรือที่สุดของมันแล้วจึงรู้ และทุกข์อย่างแสนสาหัส
                       ทุกข์แปลว่าสภาวะบีบคั้น ทนได้ยาก ยังแบ่งทุกข์ออกได้เป็นสองลักษณะ
             ความทุกข์ทางกายและความทุกข์ทางใจทั้ง ๒ ประการนี้  จัดเป็นความทุกข์ขั้นพื้นฐานที่เกิดขึ้นประจำวัน  ซึ่งทุกคนต่างก็รู้จักดีและเคยประสบกันมาแล้ว  แต่ความ ทุกข์ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบในทุกข์อริยสัจนั้น  ยังมีความหมายกว้าง ครอบคลุมไปถึงลักษณะไม่คงที่  มีความแปรปรวนในสิ่งที่ทั้งปวงด้วย  ซึ่งท่านได้แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้ คือ

               สภาวทุกข์  คือ ทุกข์ประจำสภาวะ หมายถึง ความทุกข์ที่มีประจำอยู่ในสภาพร่างกายของคนเรา เริ่มตั้งแต่เกิดมามีชีวิต จนถึงตาย ซึ่งมีอยู่ ๓ อย่าง ดังนี้ คือ

                           .  ชาติทุกข์ แปลว่า ความเกิดเป็นทุกข์”  หมายถึง  การทนทุกข์ทรมานตั้งแต่อยู่ในครรภ์

 

จนถึงคลอด  ซึ่งแสดงให้เห็นว่า  

 การเกิดมามีชีวิตได้นั้น ต้องผ่านอันตรายมาได้โดยยากจึงจัดว่าเป็นทุกข์เพราะการเกิด

                             .  ชราทุกข์  แปลว่า  ความแก่ชราเป็นทุกข์  หมายถึง สภาพร่างกายแก่ชราคร่ำครวญทรุดโทรม  แม้จะนั่งจะนอน จะเดินไปมาก็ลำบาก  

 

จึงจัดว่าเป็นความทุกข์เพราะความแก่ชรา

                            .  มรณทุกข์  แปลว่า  ทุกข์คือความตาย  หมายถึง ความตายนั้นเป็นสิ่งที่มาทำลายชีวิตหรือตัดรอนชีวิตของเราให้สิ้นไป  

 

จึงจัดเป็นความทุกข์เพราะความตาย

                            .  ปกิณณกทุกข์  แปลว่า  ทุกข์เล็กๆ น้อยๆ  หมายถึง  ความทุกข์ที่จรมาจากที่อื่นโดยเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ตามเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมของชีวิต  

 

มีน้อยบ้างมากบ้าง ผลัดเปลี่ยนกันไปในแต่ละบุคคล ซึ่งมีอยู่ถึง ๘ อย่าง คือ

                               .  โสกะ   

 

ความเศร้าใจ ความเสียใจ

                               

 .  ปริเทวะ  ความรำพึงรำพรรณบ่นท้อ 

                      .  ทุกขะ   ความไม่สบายกายเพราะเจ็บป่วย

                      .  โทมนัสสะ  ความน้อยใจ ความไม่สบายใจ

                      .  อุปายาสะ  ความคับใจ ความตรอมใจ

                      .  อัปปิยสัมปโยคะ  ประสบสิ่งไม่เป็นที่รักแล้วไม่ชอบใจ

                      .  ปิยวิปปโยคะ  ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก

                      .  อิจฉตาลาภะ  ความผิดหวังไม่ได้สิ่งที่ตนอยากได้

                  อาการทั้งหมดนี้จัดเป็นทุกข์  ความเดือดร้อน  ซึ่งเกิดขึ้นแก่ทุกคน  ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่  และเกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกโอกาส  การที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนให้ชาวพุทธได้รู้จักกับตัวความทุกข์เหล่านั้น มิได้หมายความว่าพระองค์ทรงสอนให้เรามองโลกในแง่ร้าย  แต่ทรงสั่งสอนให้มองโลกตามความเป็นจริง คือ ให้รู้จักกับความเป็นจริงของโลก เพื่อประสงค์จะให้ชาวพุทธไม่ประมาทพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความเป็นจริงนั้น  และสามารถที่จะหาวิธีแก้ไขปัญหาชีวิตของตนได้ทุกโอกาส

                          พระพุทธองค์จึงมุ่งที่สอนให้มนุษย์มีหลักที่พึ่งทางใจ  และมีแนวทางการประพฤติปฏิบัติที่จะทำให้เกิดมงคลแก่ชีวิต  อันจะทำให้มนุษย์สามารถอยู่รวมกันในสังคมด้วยความสงบสุขและเจริญก้าวหน้าและจนพัฒนาตนไปได้จนเข้าสู่สภาวะสูงสุดคือสภาวะแห่งการเป็นพุทธะ ที่เราได้ยินได้ฟังมาบ่อยๆว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

                         รู้ความจริงอันประเสริฐคือรู้อริยสัจ ตื่นในสติ และเบิกบานในสภาวะที่พ้นจากทุกข์ โดยได้แสดงอริยสัจจธรรมคือ
                         ทุกข์คือความไม่สบายกายไม่สบายใจ บีบคั้นทนได้ยาก
                         สมุทัยคือเหตุแห่งการเกิดทุกข์ อันได้แก่อกุศลมูล อันมีโลภ โกรธ หลง
                         นิโรธคือสภาวะแห่งการดับทุกข์ หรือดับกิเลสโดยสิ้นเชิงไม่เหลือเชื้อเลย
                         มรรคคือหนทางหรือป้ายบอกทางแห่งการหลุดพ้นแปดประการ
                       ในองค์ทั้งแปดของมรรค หลวงปู่พุทธทาสภิกขุเคยสอนไว้ว่ามีเคล็ดลัอยู่ที่จะต้องเรียงลำดับในการเจริญดังนี้คือ
                         มีความเห็นชอบหรือถูกต้อง รู้ความจริงในอริยสัจ ที่ว่าทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เป็นเช่นไร
                         มีความดำริชอบหรือมีความคิดที่จะหาหนทางหลีกหนีออกจากกาม คือรูป เสียงก ลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ ไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่น
                        มีวาจาชอบ เว้นจากการพูดเท็จ ส่อเสียด คำหยาบ วาจาไร้สาระ
                        มีการกระทำชอบ เว้นจาการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม
                        มีการเลี้ยงชีพชอบ ไม่ผิดกฎหมายและศีลธรรม
                        มีความเพียรชอบ มีความเพียรไม่ให้ความชั่วเกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วให้ละมันให้หมด เพียรในการทำความดี และเพียรในการรักษาความดีนั้นไว้
                         มีสติชอบหรือความระลึกชอบ รู้ทันกาย รู้ทันเวทนา
                         มีสมาธิชอบคือใจตั้งมั่นสงบระงับในชั่วขณะหนึ่งจวบจนสงบแน่วแน่
                         กล่าวโดยสรุปองค์ของมรรคก็คือเรื่องเดียวกับศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเอง
                        หากท่านทั้งหลายเห็นตัวจริงของทุกข์ตัวแม่ และอยากที่จะให้ทุเลาเบาบางเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานจริงๆ ก็จำเป็นต้องเข้าเรียนที่วัด
                         และหากจะถามว่าที่วัดไหนดี ผู้เขียนก็ขอแนะนำว่าวัดที่ใจของท่านนี่แหละ เพราะทกุข์แท้จริงมันเกิดที่ใจ และล้วนดับที่ใจ เพียงแต่ตั้งใจเอาจริงแค่ไหน ในภพที่แปลว่าที่เกิดและชาติที่แปลว่าทะลึ่งเกิดขึ้นมา  เอวัง 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s