รู้จักตัวเอง


ตนนั่นเองเป็นที่พึ่งของตน

คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้

ผู้ฝึกตนเป็นอย่างดีแล้ว

ย่อมได้ที่พึ่งอันหาได้แสนยาก

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ โก หิ นาโถ ปโร สิยา อตฺตนา หิ สุทนฺเตน นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ.(ขุ.ธ.


๒๕/๒๒/๓๖)

                                                                                     รู้จักตัวเอง

                       การเรียนรู้ของมนุษย์หาที่สิ้นสุดไม่ได้ เพราะความรู้ใหม่ๆเกิดขึ้นมากมายตามวิทยา การที่ก้าวล้ำ เพื่อต่อสู้กับธรรมชาติที่นับวันจะเปลี่ยนแปลงรุนแรงมากขึ้นทุกที 
                       ไม่ว่าภัยธรรมชาติ โรคภัยไข้เจ็บ ภัยจากมนุษย์ด้วยกันเองที่มีแต่ความโหดเหี้ยมมากขึ้นๆ ตามเหตุแห่งการเจริญทางด้านวัตถุ แต่เสื่อมถอยลงในด้านจิตวิญญาณ เพราะมัวแต่หา ความสนุก สะดวก สบาย แต่เพียงถ่ายเดียว สุดท้ายก็ไม่มีอะไรให้พบเห็น 
                       ที่ว่า สนุก สะดวก สบายมันจริงหรือ
                       ธรรมชาติเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ยากที่ใครจะต่อกรสู้กับมันได้ เพราะมันมีพลังมหาศาลที่เกิดจากเหตุปัจจัยมากมายหลายต่อหลายอย่าง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้เขียนจะไม่ได้ปรับตัวเข้ากับธรรมชาติที่เป็นไป เพราะทุกวันนี้ก็เรียนรู้กับธรรมชาติมากต่อมากแล้
                       มีสำนวนหนึ่งที่ว่า“รู้มากจะยากนาน รู้น้อยพลอยรำคาญ รู้รักษาตัวรอดเป็นยอด ดี”สำนวนนี้น่ารับฟังและน่าจะนำไปพิจารณาให้มาก เพราะเป็นสำนวนแห่งทางสายปัญญา
                      คำว่ารู้มากจะยากนานในความหมายของผู้เขียน หมายความว่าอะไรๆก็รู้ไปหมด แต่หาที่ทำประโยชน์ไม่ได้เลย
                      คำว่ารู้น้อยพลอยรำคาญหมายความว่ารู้อยู่แค่นั้น พูดเสียเยอะ แล้วก็ทำอะไรไม่ได้ มัวแต่ถามผู้อื่นว่าทำไม ทำอย่างไร
                      แต่คำว่ารู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี ผู้เขียนว่าเป็นสุดยอดแห่งความรู้ เพราะทุกเรื่องจะผ่านไปด้วยดี
                     เพียงแต่การรู้รักษาตัวรอดจำเป็นต้องมีความเห็นถูก มิใช่จะทำเรื่องเลวร้ายเพราะความเห็นผิดแล้วรอดตัว สุดท้ายก็เอาตัวไม่รอดอยู่ดี เพราะจะกลับมาที่เก่าแห่งปัญหา
                      การเรียนรู้ทางโลกอย่างที่กล่าวข้างต้น มันเรียนตามกิเลสที่พัฒนาแล้ว ไม่ใช่เรียนรู้เพื่อให้เท่าทันกิเลส ว่ามันจะเล่นงานเราเช่นไร จะได้หาทางหนีทีไล่ได้ถูก แต่ถ้าเราเรียนรู้ตามกิเลส มันก็มีแต่จม เพราะหลงไปกับมัน
                     ความอยากจึงเป็นสิ่งที่ไม่มีประมาณหรือประมาณไม่ได้ว่ามากสักแค่ไหน หากยังเป็นปุถุชนคนธรรมดา อยากตั้งแต่รู้จักโลกจนแง้มฝาโลงก็ยังอยากอยู่ ถ้าคนเหล่านี้ทุกคนต่อรองได้ก็คงจะลุกขึ้นมาพะงาบๆ ขอไอ้นั่นขอไอ้นี่จนฟังกันแทบไม่ทัน
                     ทั้งหลายทั้งปวงเกิดจากการเรียนรู้กันมาอย่างผิดๆ ว่าจะต้องทำอย่างนู้นทำอย่างนี้ให้มีประกาศนียบัตรมากๆเข้าไว้ จะได้เงินเยอะๆหรือค้าขายให้มากๆมีกำไรให้แยะๆจะได้มีเงินและมีความสุข ถนอมร่างกายให้ดี จะไม่มีวันเจ็บไข้เหมือนสำนวนที่่่ว่า”กินแอ๊ปเปิ้ลวันละผลไม่ต้องไปหาหมอ”
                     พอจะสรุปได้ว่าที่รู้มาก รู้น้อย รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี หากเป็นการรู้แบบผิดๆ มันก็เสียเปล่ากันทั้งหมด ผู้คนจำนวนมากถึงได้แต่เฝ้าดูละครเดิมๆหน้าจอทีวีกันอย่างไม่รู้จักจบ เพราะไม่ยักจะรู้ทันมันเสียที
                       มีผู้คนจำนวนหนึ่งที่อยู่ในกรอบแห่งความเจริญทางวัตถุสูง ถามใจตัวเองว่าชีวิตมันมีแค่นี้หรือ ทำงานหาเงิน ใช้เงินให้มีความสุข แต่จริงๆแล้วมันก็ยังทุกข์อยู่ เพราะกิเลสยังท่วมทับใจ
                       อยากได้นั่น อยากได้นี่ โกรธนั่นโกรธนี่ มัวเมามอมเมากับสิ่งเดิมๆที่เสพและติดมัน เพราะไม่เข้าใจในทุกข์ เพราะไม่เห็นตัวเห็นตนของตัวทุกข์ แล้วดันหลงว่าสุข
                      มีบ้านสวยหลังใหญ่ รถเก๋งชั้นดีหลายคัน สิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ตามแต่กำลังเงินจะหาได้ แต่ต้องทำงานเป็นบ้าเป็นหลังเพราะเจ้าสิ่งเหล่านี้ แม้จะมีครอบครัวดีน่ารัก สุด ท้ายก็แค่กลับบ้านมานอน แล้วก็เริ่มต้นวังวนใหม่ในเช้าวันต่อไป
                      ความรักเป็นสิ่งสวยงามในยามสมหวังแต่ก็ซ่อนความทุกข์เวลาผิดหวังในอีกด้านหนึ่ง ความโกรธและความเกลียดสัมผัสได้โดยตรง ความกลัวก็เช่นกัน ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักย่อมเป็นประเด็นของทุกข์หนักหนา
                      สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเกิดจากความไม่รู้หรือรู้ไม่ถึง ที่พระท่านเรียกว่าขาดธรรมะ ขาดความรู้ความเข้าใจในความเป็นจริง ไม่ยอมรับความจริงของธรรมชาติ เพราะกิเลสที่เรียกว่าไม่อยากหรือวิภวตัณหา
                       ทุกข์ทั้งหมดแบ่งได้เป็นสองอย่างคือทุกขลักษณะหรือทุกข์กาย(ทุกข์ในไตร ลักษณ์ ) และทุกขอริยสัจหรือทุกข์ใจซึ่งเป็นทุกข์ที่เกิดจากการไปยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้า ทุกข์กายเมื่อยามเจ็บป่วยก็ต้องไปหาหมอรักษา ส่วนทุกข์ใจจำเป็นต้องเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าผ่านพระธรรมของพระองค์หรือผ่านพุทธสาวก เพื่อการเรียนรู้
                      การเรียนรู้ในทางพุทธศาสนาไม่ใช่ของใหม่เลย เพราะมันเป็นการเรียนการสอนที่ทำกันมานานเกือบ 2,600 ปีล่วงมาแล้ว 
                      ไม่มีวิทยาการอะไรใหม่ๆ เพราะเป็นการเรียนรู้ตัวเอง เพื่อให้รู้ว่าทำไมถึงทุกข์ แก้ไขอย่างไร และมีคำตอบที่ศาสตร์อื่นๆไม่สามารถตอบได้เลย ว่าทำอย่างไรจึงจะสิ้นทุกข์ทั้งปวง
                       แต่ความเพลิดเพลินในกิเลสที่เรียกว่านันทิ ก็ยังเบียดบังหนทางแห่งแสงสว่าง ทำให้หลงรักรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสและธรรมมารมณ์อันหมายถึงความนึกคิดในอดีต แล้วก็จมอยู่กับมัน
                         หลวงปู่พุทธทาสภิกขุท่านจดบันทึกแทบทุกวันว่าวันนี้เกิดอารมณ์ดีใจ ไม่ดีใจ ไม่พอใจหรืออื่นๆวันละกี่ครั้ง เพราะท่านรู้ว่าสิ่งต่างๆเหล่านั้นนำทุกข์มาให้ ท่านเรียนรู้และเข้าใจในตนและกิเลสตน ดังพระธรรมเทศนาที่เผยแพร่ของท่านมานานหลายสิบปี และสิ่งเหล่านั้นท่านแสดงความเห็นแจ้งผ่านการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างไม่เคอะเขินเลยสักนิดเดียว
                         การเรียนรู้ตัวเองเป็นบันไดขั้นแรกๆในการศึกษาเรื่องแห่งทุกข์ทั้งปวง ยิ่งเรียนรู้และเข้าใจมากเท่าไร ยิ่งทุกข์น้อย เพราะจะเห็นและยอมรับทุกข์อย่างตามความเป็นจริง ไม่ปรุงแต่งให้ทุกข์ซ้อนทุกข์หากปล่อยทิ้งไว้จะ เป็นวงจรกว้างและใหญ่ขึ้นไปทุกทีๆ จนหาหนทางหลุดรอดออกมาได้ค่อนข้างยาก ราวกับอยู่ในเขาวงกตที่หาทางออกไม่เจอ ดังคำที่ว่าความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ด้วย ประการฉะนี้เอง เอวัง
                                                                                          
                                                                                          ธรรมะสวัสดี

                                                                                        แทนสะมะชัยโย
                      
                          พุทธศาสนาสอนให้เข้าใจในความจริงของทกข์ทั้งปวง แบ่งแยกทุกข์ให้เห็นว่าเป็นทุกข์กายและทุกข์ใจ ทุกข์กายแก้ไขไม่ได้เพราะมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แต่ทุกข์ใจสามารถแก้ไขได้อย่างหมดจด หากเรียนรู้ว่าทุกข์คืออะไรให้ละ สาเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวงให้รู้ สภาวะแห่งการหลุดพ้นให้แจ้ง และหนทางแห่งการหลุดพ้นจากทุกข์ทำให้บ่อยๆ เจริญให้มาก
                           ทกข์ทั้งหลายที่เป็นทุกข์ทางใจเกิดขึ้นจากการยึดมั่นในขันธ์ห้า หรือตัวตนนี้ การพิจารณาออกจากทุกข์จึงจำเป็นต้องพิจารณาที่กายนี้ ให้เข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้ว่า มิใช่ตัวใช่ตน ละอารมณ์ทั้งหลายที่ยึดตรึงกับทุกข์ โดยการฝึกใจให้รู้เท่าทัน
                              จะช้าหรือเร็ว หลวงปู่หลวงพ่อ ครูบาอาจารย์ท่านค้ำประกันว่าถ้าเอาจริงถึงแน่ เริ่มต้นจากศีลที่แปลว่าปกติอย่างไม่ต้องบิดพริ้ว ทุกข์ทางใจหมด ทุกข์ทางกายก็จะหายไป เพราะไม่มีตัวมีตนให้ทุกข์
                                
                                                                                  สะมะชัยโย
                                
                            ใบโพธิ์แก่นธรรม

 สติ
สติที่รู้เท่าทัน คิดขึ้นเรื่องใดก็ดับ คิดเท่าใดก็ดับถ้ามีสติพร้อมกับปรุงขึ้นดับ ปรุงขึ้นดับเรียกว่าสติพร้อมกัน คิดไปก็หลงไปลืมไปแปลว่าไม่มีสติ ถ้ามีสติแล้ว คิดขึ้นร้ายก็ดี คิดดีก็ดี รู้พร้อมกันนั่นแหละ สติรู้พร้อมกับดับลงทันทีนั่นแหละ ตัวสตินี้สำคัญ ถ้ามีสติก็มีปัญญาพร้อมกัน คิดดีก็ตาม คิดชั่วก็ตาม หลงก็ตาม โกรธก็ตาม คิดขึ้นแล้วมีสติมันก็ดับไปทันทีไม่ต้องไปคุมมัน มีสติแล้วจะมีปัญญา เมื่อไม่มีสติก็จะเผลอ เผลอแล้วก็จะหลงไป….. ตัวสติครั้นเกิดขึ้นพร้อมกันทุก ๆ เมื่อแล้ว เมื่อเวลามันเกิดขึ้นพร้อมกันคราวใดจะดับพร้อม ๆ กัน ถ้าไม่มีสติก็จะไม่ดับ

ไม่มีสติ ไม่มีปัญญา ไม่มีความเพียรจะเอาแต่ความสำเร็จให้ได้ เหลวไหลไปเสีย เมื่อมีสติก็ต้องมีความเพียร ความเพียรนั้นต้องรู้จักปฏิบัติเหมือนกัน ถ้าไม่รู้จักปฏิบัติ เพียรผิดไป ความเพียรกับความมีสติคืออันเดียวกัน มีสติแล้วใจก็ผ่องใสเบิกบานไม่หลงไม่ลืม คิดอย่างไรขึ้นมาก็จะดับลงไปพร้อมกับความคิดขึ้นนึกขึ้น ตัวสติจึงสำคัญยิ่งนัก

                                                       หลวงปู่แหวน สุจิณโณ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s